การแข่งขันของโลกธุรกิจในปัจจุบัน นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่ง ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นเพียงใด ความเข้มข้นของการแข่งขันก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว กลยุทธ์การแข่งขัน และสภาพตลาดของสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม(SMEs)ควรศึกษา และเรียนรู้ที่จะรับมือกับ ภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้น เพื่อนำพาธุรกิจให้อยู่รอดรวมทั้งสามารถขยายธุรกิจให้แข็งแรงและเติบโตต่อไปได้ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการมือใหม่ หรือผู้ประกอบการSMEs ควรให้ความสำคัญนอกเหนือไปจากข้อมูลด้านการตลาดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า สถานที่จำหน่าย ราคา คู่แข่ง คือ เอกลักษณ์ของสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหลายรายมองข้าม ทำให้การดำเนินธุรกิจของนักธุรกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง จะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจส่วนใหญ่ที่ได้รับออเดอร์สินค้าจากต่างประเทศ มักเป็นในลักษณะการรับจ้างผลิต ในลักษณะ OEM เช่น การรับจ้าง ผลิตสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบรายได้จากการรับจ้างผลิต กับการผลิตสินค้าที่มีแบรนด์เนมของตัวเองจะมีความแตกต่างกันมาก และการดำเนินงานส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาสั่งสินค้าในเมืองไทยเพราะมีต้นทุนถูกกว่าการผลิตในประเทศของตนเอง ทำให้ธุรกิจไทยต้องพึ่งพิงการสั่งซื้อจากต่างประเทศค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยง เพราะการทำธุรกิจในลักษณะนี้หากลูกค้าสามารถหาแหล่งผลิตที่ราคาถูกกว่าได้ ก็ย่อมสูญเสียตลาดตรงนี้ไป ภาครัฐภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมองเห็นความสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าไทยโดยได้พยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs หาเอกลักษณ์ และพยายามสร้างแบรนด์สินค้าไทย ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศให้ได้ เพื่อสร้างจุดแข็งและศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหากรรม กล่าว ว่า การสร้างแบรนด์สินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง เพราะปัจจุบันสินค้าของไทยไม่ได้มุ่งขายเฉพาะคนไม่กี่คน แต่เราต้องส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศด้วย เพื่อขยายตลาด และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ การสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดสากลนั้น สิ่งแรก ที่ต้องคำนึงถึงคือ คุณภาพของสินค้า ผู้ประกอบการSMEs ต้องสร้างความมั่นใจ และจุดขายของตัวเองให้ได้ว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ จากนั้นต้องทำให้ผู้บริโภคยอมรับให้ได้ และการที่จะทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าของไทย ต้องเริ่มตั้งแต่ทำอย่างไรลูกค้าถึงจะสนใจ จะใช้วิธีดึงดูดใจอย่างไร ตรงนี้ก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลให้ลูกค้าทราบในรูปแบบต่าง ๆ จากนั้นก็ไปสู่ขั้นตอนการสร้างความเข้าใจ โน้มน้าวใจ และพรีเซนต์คุณสมบัติของสินค้า เมื่อลูกค้าสนใจและเข้าใจก็จะเกิดการยอมรับในที่สุด สำหรับการผลักดันการสร้างแบรนด์สินค้าไทยของภาครัฐ ได้มีนโยบายสนับสนุนให้เอกชนให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ โดยในส่วนของสินค้าแฟชั่น ภาครัฐได้นำร่องด้วยการสร้างแบรนด์ สินค้าไทยขึ้นมา ภายใต้ชื่อ ”ไทโก้“ เพื่อใช้เป็นแบรนด์สินค้าเสื้อผ้า ที่ผลิตจากดีไซน์เนอร์ไทย ผู้ประกอบการไทย ออกวางจำหน่ายแข่งขันกับแบรนด์ดัง ๆ จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพง ในขณะที่คุณภาพสินค้าไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ภาครัฐยังมีแผนที่จะสร้างแบรนด์ไทยในหลายวิธี โดยหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทยคือ โครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ตามแผนก็จะทำให้มีผู้ประกอบการไทย และสินค้าไทยเกิดขึ้นจากโครงการนี้หลายราย และหากมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถรวมทั้งวัตถุดิบให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ก็จะผลักดันให้สินค้าของไทยได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และในที่สุดหากผู้ประกอบการไทยได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ก็จะ ทำให้สินค้าของไทยเข้าไปตีตลาดต่างประเทศได้ ฉะนั้น การสร้างแบรนด์สินค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรคำนึงถึง รวมทั้งการสร้างมาตรฐานการยอมรับให้กับลูกค้าซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้ให้การสนับสนุนด้านมาตรฐานการยอมรับเป็นอย่างมาก โดยได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เร่งออกใบรับรองมาตรฐานให้กับสินค้า ชุมชน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า และยกระดับสินค้าชุมชนสู่สากล หากผู้ประกอบการSMEs ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ ใช่เรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
Wednesday, May 30, 2007
Subscribe to:
Post Comments (Atom)













0 comments:
Post a Comment